Model

[Model] ลองเอา MG มาลงบ้าง "Z Gundam"

posted on 22 Dec 2009 17:25 by butter-t  in Model

 Model number: MSZ-006
Code name: Zeta Gundam
Unit type: prototype attack use transformable mobile suit
Manufacturer: Anaheim Electronics
Operator: AEUG (Anti-Earth Union Group)
First deployment: UC 0087
Accommodation: pilot only, in panoramic monitor/linear seat cockpit in torso
Dimensions: mobile suit mode: overall height 19.85 meters, head height 18.7 meters; waverider mode: overall length 24.32 meters, wingspan 18.61 meters
Weight: empty 28.7 metric tons; max gross 62.3 metric tons; mass ratio 1.70
Armor materials: gundarium alloy
Powerplant: Minovsky type ultracompact fusion reactor, output rated at 2020 kW
Propulsion: rocket thrusters: 5 x 12200 kg, 2 x 10600 kg, 4 x 7600 kg; vernier thrusters/apogee motors: 8
Performance: maximum thruster acceleration 1.81 G
Equipment and design features: sensors, range 14000 meters; bio-sensor system; birdlime launchers in hands
Fixed armaments: 2 x 60mm vulcan gun, fire-linked, 600 rounds per gun, mounted in head; 2 x 2-tube grenade launcher, 2 rounds per tube, mounted in forearms; 2 x beam saber, power rated at 0.65 MW, stored in recharge racks in hip armor, hand-carried in use, sabers double as fire-linked beam guns in waverider mode with power rated at 1.3 MW total for both
Optional fixed armaments: grenade launcher cartridge, 18+1 rounds, serves as extended ammunition magazine for grenade launcher; shield, mounted on left forearm
Optional hand armaments: (BOWA) XBR-M87A2 beam rifle, power rated at 5.7 MW, powered by replaceable e-pac, doubles as large beam saber, can be mounted on storage rack on back to use in waverider mode, 2 spare e-pacs stored in shield; hyper mega launcher, power rated at 8.3 MW, powered by replaceable e-pac, doubles as large beam saber

 

----------------------------------------



MS ของฝ่ายเออโก้ เครื่องของพระเอกที่มีคนกล่าวขวัญว่าเกรียนที่สุดคนหนึ่งในจักรวาลของกันดั้ม คามิว บีดั้น (ซึ่งตัวคามิวเอง มีส่วนร่วมในการออกแบบและพัฒนากันดั้มเครื่องนี้ด้วย) ตัวเครื่องถูกพัฒนาโดยรวมเอาเทคโนโลยีซึ่งโดดเด่นในขณะนั้นมารวมกันเช่น  "movable frame" ของ กันดั้มมาร์คทู หรือ "tail binder" ของเฮียคุ ชิกิ

ทั้งยังเพิ่มเติมความสามารถในการเข้าชั้นบรรยากาศแบบใหม่ จากแต่เดิมที่ต้องใช้ แพ็คพิเศษเพื่อเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ โดยชุด ballute แต่ตัว Z Gundam เองมีความสามารถในการเปลี่ยนร่างเพื่อใช้เข้าสู่ชั้นบรรยากาศและใช้งานในร่าง "Wave Rider" ได้ ซึ่งเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายลงเมื่อเทียบกับชุด ballute ที่เป็นอุปกรณ์ติดตั้งภายนอก ซึ่งไม่สามารถนำกลับมาใช้งานใหม่ได้

ตัว Z Gundam มีการติดตั้งอุปกรณ์ตรวจจับ bio-sensor เพื่อเพิ่มความสามารถในการตรวจจับเป้าหมายที่กว้างขึ้นเมื่อมีนิวไทป์เป็นผู้ใช้งาน แต่หลังจากที่คามิวใช้งาน ผู้พัฒนาก็ประสบปัญหาในเรื่องความมั่นคงทางอารมณ์ของนักบินที่จะมีผลถึงความแม่นยำของ bio-sensor  แต่ตัว bio-sensor เองก็มีผลกระทบต่อ MS ด้วย เช่นเมื่อนักบินมีอารมณ์โกรธ ประสิทธิภาพของ MS จะเพิ่มขึ้นชั่วขณะเป็นการตอบรับกับสภาพจิตของนักบิน มันจึงเป็นอุปกรณ์ที่ไม่มีความแน่นอนค่อนข้างสูงทีเดียว


Z Gundam ตัวนี้เป็นงานที่ทำส่งลูกค้านะครับ โดยเป็นงานที่พี่หมั่นที่รับทำโมเดลอยู่แล้ว แบ่งงานมาให้ทำนะครับ พอได้รับงานมาค่อนข้างหนักใจนะครับกับ ชิ้นส่วนมหาศาลเยอะแยะเต็มไปหมด ก็พอจะเข้าใจอะนะว่าหุ่นแปลงร่างได้แบบนี้ชิ้นส่วนมันต้องเยอะ แต่นี่มันจะไม่เยอะไปหน่อยเรอะนะ? แค่เปิดกล่องออกมาก็แทบลมจับกับจำนวนชิ้นส่วนแล้วนะนี่.... แต่ตอนประกอบก็อารมณ์สบายๆ อ่ะนะ ทำไปบ่นไปเดี๋ยวก็เสร็จแล้ว

แต่จะมัวมาบ่นก็ใช่ที่ ไปดูรูปงานกันเลยดีกว่าครับ
ตัวโมเดลในกลายมุมครับ

 

 ส่วนของลำตัว

ฐานที่มีมาให้ในกล่องนี้ด้วย

 อาวุธมาตรฐานของ Z บีมไรเฟิ่ล (ในร่าง Wave Rider ปืนจะหดสั้นลงหน่อยนะ)

 hyper mega launcher

 เกรเนด ที่ซ่อนอยู่ในเกราะแขน เปิดออกมาโชว์ได้ด้วย

 

 ดาบแสง Beam Saber

ส่วนตัวฟิกเกอร์นักบินกับช่างนะ ผมไม่ได้ทำนะครับ นั่นฝีมือพี่หมั่นน้อ ตัวเล็กสุดๆ ไปเลย..

 ก่อนอื่นต้องขอบคุณพี่หมั่นที่ช่วยเป็นธุระถ่ายรูปมาลงให้ด้วยนะครับ แล้วก็ขอโทษด้วยจริงๆ ครับที่ยังทำงานไม่เรียบร้อยในหลายๆ จุด คราวหน้าผมจะปรับปรุงให้ดีขึ้นนะคร้าบ ~~

มาบอกเรื่องสีไว้ด้วยละกันครับ

สีขาว - พ่นด้วยสีรองพื้นของเลย์แลนด์ก่อน เพราะสีรองพื้นกระป๋องของเลย์แลนด์สีเข้มกว่าของกันเซ่ด้วยนะครับ หลังจากนั้นก็พ่นไล่ด้วยสีกระป๋อง สีขาวมัน + สีขาวกระป๋องด้าน ของเลย์แลนด์เอามาผสมกันนะครับแต่พอพ่นออกมาแล้วมันจะออกเป็นขาวด้านเพราะงั้นต้องพ่นเคลียร์มันปิดท้ายอีกทีนะ แต่สีแบบนี้มีข้อดีคือพ่นขึ้นขาวง่ายมากๆ เลยนะ สีขาวที่เห็นในรูปนะ ผมพ่นแค่รอบเดียวเองนะก็ขึ้นขาวได้ใจแล้วล่ะ
สีน้ำเงิน - พ่นดำเป็นพื้นก่อน แล้วพ่นขาวทำเป็นไฮไลท์ไว้ก่อนตบงานสุดท้ายด้วยสีน้ำเงิน โคบอลด์ บลู เบอร์80 ครับ ทำไมไม่รู้ สีนี้พ่นมาแทบจะไม่เห็นไฮไลท์ที่ทำเลยอ่ะนะ
สีดำ - ใช้สีกระป๋องดำมันของเลย์แลนด์มาผสมกับสีน้ำเงินและสีขาวครับ
สีแดง - พ่นดำก่อน แล้วก็พ่นขาวทำไฮไลท์ แล้วพ่นด้วยแดง คาเร็คเตอร์ เรด เป็นชั้นสุดท้ายครับ
สีเทา - ดาร์คเกรย์ เบอร์ 116 เลยครับ
สีเหลือง - คาเร็คเตอร์ เยลโล่ ผสมขาวครับ



ส่วนตอนแปลงร่างคงต้องขอผ่านไปก่อนนะครับ ขืนแปลงร่างให้ดูกันนี้สีถลอกปอกเปิกหมดทั้งตัวแน่ๆ เลย ถ้าเป็นงานของหมึกแดงเองน่ะ ไม่เป็นไรหรอก แต่พอดีเป็นงานของลูกค้า ไม่กล้าเอามาเล่นมากน่ะ  แค่ถ่ายรูปเฉยๆ ยังเสียวเลยน้อ - 3 -"

ของแถมส่วนสำคัญที่หลายๆ คนรอคอยครับ (สนใจโมเดลที่หมึกแดงทำบ้างจิ หมึกแดงก็ตั้งใจทำโมเดลนะ ซิกๆ TT 3 TT~ ~)

วาดมาเป็นสาวน้อย(ที่บางอย่างไม่น้อย) ครับ

มาถึงส่วนของการ Review โมเดลกันล่ะครับ หลังจากครั้งที่แล้วได้เสียงตอบรับเป็นอย่างดี(?) คราวนี้เลยทำต่อล่ะ

ภาพประกอบเพื่อความเข้าใจอย่างง่ายๆ สำหรับเด็กดีทุกคนขอรับ~

 

จริงๆ เลยนะ โมเดลที่แปลงร่างได้เนี่ย ขยับแรงๆ หน่อย บางชิ้นที่บอบบางนี่ หักคามือเอาได้ง่ายๆ เลยนะครับ เพราะงั้นเวลาเล่นก็เบาๆ มือกันหน่อยล่ะน้อ

สัดส่วน 9/10
ทำออกมาได้สวยมาก สมแล้วที่แปะว่า Ver 2.0 พัฒนาจากรุ่นแรกออกมาได้ดีขึ้นเลยล่ะครับ ทรงงดงาม จนถ้าใครมีของเก่า คงอยากขว้างของเก่าทิ้งเลยล่ะ

การแปลงร่าง 7/10
เคยดูของคนอื่นล่ะ แปลงร่างได้แข็งแรงขึ้น แต่ก็ยังง่อนแง่นๆ อยู่บางจุดอ่ะนะ - 3 -"

การขยับ -/10
ไม่ได้ขยับเล่นดูอ่ะ โมของคนอื่น เลยไม่ขอวิจารณ์ละกันครับ - -"

ของแถม 9/10
ครบเครื่องดีครับ อาวุธมีมาให้ทุกอย่างเลย ร่าง Wave Rider ก็มีฐานล้อ มาให้ แถมมีฐานมาด้วย (ฐานเอาไปต่อกับฐานของ MK II ได้ด้วย จะว่าบังคับซื้อ MK II กลายๆ ได้ไหมนะ)
แต่เสียดายดีคอลน้ำไม่มีมาให้แฮะ - 3 -

ความคุ้มค่า 8/10
ถ้าชอบ Z นี่ล่ะคำตอบของคุณ ทรงสวยกว่า PG อีกนะจะบอกให้ ถ้าไม่ติดตรงการประกอบยุ่งยาก กับชิ้นส่วนบางชิ้นที่บอบบาง ก็คงได้เต็มเลยล่ะ

บทวิจารณ์นี้เป็นความเห็นส่วนตัวของหมึกแดงเองนะครับ

บอกกันไว้อีกครั้งกันเข้าใจผิด รูปแถมตอนบทสัมภาษณ์นั่นมีแค่นี้แหละครับ ทุกท่านก็น่าจะรู้นิ ว่าหมึกแดงวาดหื่นๆ เป็นกับเค้าที่ไหนล่ะครับ อร๊าง~

ถ้าชอบ ช่วยเมนท์เป็นกำลังใจให้หมึกแดงมีแรงวาดหื่น เอ๊ย!! มีแรงทำโมเดลต่อไปด้วยนะขอรับ หมึกๆ > 3 <)~

---------------------------------------- 

 

 

 

 

edit @ 22 Dec 2009 22:20:28 by Butter-T

Unit type: prototype Newtype use mobile suit
Head height: 22.3 meters
Base weight: 29.7 metric tons
Binder base weight: 22.32 metric tons
Armament: chest mega particle cannon x 4, binder mega particle cannon 2 x 4, beam saber x 2, funnel 6 x 4
Pilot: Marida Cruz (aka Ple Twelve)


MS ของเนโอซีออน ที่ปรากฏในภาคยูนิคอร์น มาพร้อมกับรหัสน่าเกรงขาม (666) ที่มาพร้อมกับอาวุธครบเครื่อง ราวกับป้อมปราการเคลื่อนที่ได้ก็ไม่ปาน ตัวเครื่องถูกพัฒนาต่อมาจาก NZ-000 Queen Mansa (ภาค ZZ) จุดเด่นของเครื่องนี้ก็คงหนีไม่พ้น ไบเดอร์ขนาดใหญ่ทั้ง 4 ซึ่งมีทั้ง binder mega particle cannon ข้างล่ะ 2 กระบอก (รวมทั้ง 4 ข้างก็ 8) แถมยังเป็นที่เก็บฟันเนล อีกข้างล่ะ 6 รวม 24 (ขนาดเทพๆ อย่างนิวหรือซาซาบี้ ยังมีฟันเนลแค่เครื่องล่ะ 6 เองนะ) แถมยังไม่หมด ในไบเดอร์ยังมีแขนกลซับอาร์ม อีกต่างหาก

ญาติห่างๆ ของน้องแคท NZ-000 Queen Mansa


Pilot : Marida Cruz

นักบินของ “Kshatriya” เป็นนิวไทป์ นับถือกัปตันยาน Zaberoa เป็นอาจารย์และเชื่อฟังคำสั่งทุกอย่าง
จริงๆ แล้ว เธอเป็นโคลนของสถาบันวิจัย Elpeo Puru คนที่ 12 จึงถูกเรียก “Puru Twelve” (ใครเคยดูภาค ZZ คงคุ้นแน่ๆ)
เข้าร่วมรบครั้งแรก กับพี่สาวในสงครามครั้งแรกของนีโอซีออน ปี UC0089 เธอรอดมาได้ แต่ก็เป็นเชลยและถูกขายเป็นสาวประเวณี
ก่อนจะมาเข้าร่วมกับ Zaberoa เธอมีประสบการณ์ถูกข่มขืน จากเหตุการณ์นั้นทำให้เธอไม่สามารถมีลูกได้

ระหว่างที่เธอถูกจับเป็นเชลยใน Nehal Argama ก็ได้เป็นนักบินทดสอบ Unicorn Gundam Unit-2 “Banshee”.
Credit ข้อมูลนักบิน : จ่าเวศ (javed13)

 

------------------------------------------


ดูข้อมูลคร่าวๆ กันไปก่อนละกันครับ รอดูตัวอนิเมปีหน้าคงจะได้ข้อมูลลึกๆ มากกว่านี้มาให้เราได้ดูกันล่ะ งั้นเราก็เริ่มมาดูตัวโมเดลของน้องแคทกันเลยดีกว่าครับ - 3 - /
ส่วนของวิจารณ์ตัวโมเดลอยู่ล่างสุดเลยนะขอรับ

แต่คราวนี้ถ่ายรูปมาแสงเพี้ยนๆ เล่นเอาสีเพี้ยนไปด้วยเลย ต้องขออภัยไว้ก่อนนะครับ (หมึกแดงถ่ายรูปไม่ค่อยเป็นน่ะ)

สัดส่วนโดยรวม บึกบึนโคตรๆ แต่สำหรับผม มันดูเพียวไปหน่อยนะ ดูหุ่นรูปร่างเป็นพระเอกไปหน่อย ตามแบบดีไซน์มันต้องถึกกว่านี้สิ 

รายละเอียดส่วนหน้าและหน้าอกอันสุดแสนจะตู้ม แต่ตาเล็กนิดเดียวเอง มองแทบไม่เห็นเลยนะ

จุดเชื่อมไบเดอร์ทั้ง 4 กับหัวไหล่ ระบบข้อต่อตรงนี้รับน้ำหนักได้ดีมาก

ท่อขับดันขนาดใหญ่ใต้ไบเดอร์ ทำให้ถึงแม้จะตัวใหญ่แต่ก็อ้วนพริ้วน่าดู

แอบส่องใต้กระโปรงน้องแคท มืดไปหน่อย อดดูเลย (จะดูอะไรฟร่ะ!?)

หัวเข่า หน้าตาเหมือนปากเป็ดมากๆ "ก๊าบๆ"

เมื่อยกไบเดอร์ขึ้นมาพร้อมกางแขนกลออก อลังการมาก (+กินที่สุดๆ)

ข้างใต้ เป็นที่สำหรับเก็บฟันเนล

แขนกล Sub Arm

ด้านหลัง ดูน่ากลัวยังไงก็ไม่รู้แฮะ

มุมเงยด้านหลัง ก็ยังมืดอยู่ดี(ฮา)

มาพูดกันถึงเรื่องสีล่ะครับ สีที่ใช้ในตัวนี้ก็มี
เขียวหลัก - สีเขียว 6 พ่นไล่ด้วย เขียว 312
เขียวเข้ม - สีดำ พ่นไล่ด้วย เขียว 6
สีขาว - ขาว 69
สีดำ - ดำ 2  พ่นไล่ด้วย ดำ 71
สีเทา - เทา 116
เหลือง - เหลือง 4 + เหลือง 109
สีเงิน -  เงิน 8 พ่นไล่คราบเขม่าด้วย เคลียร์ดำ 101

เทคนิคขั้นตอนการพ่นไล่แบบง่ายๆ กับหมึกแดงขอรับ ยกตัวอย่างชิ้นไบเดอร์มาให้ดูเลยละกัน

พ่นสีรองพื้น + ขัดผิวให้เรียบแล้วจับชิ้นส่วนไปอาบน้ำให้เรียบร้อยซะ (ในรูปเพิ่งล้างหมาด ยังมีหยดน้ำเกาะเลย ฮะๆ)

พ่นทั้งชิ้นด้วยสีเขียว 6 

หลังจากนั้น พ่นไล่ด้วย เขียว 312 ครับ เปรียบเทียบ ชิ้นกลางที่ยังไม่พ่นกับข้างๆ ที่พ่นแล้วดูสิครับ ต่างกันไปเลยนะ

ปิดท้ายกันด้วยเทคนิคเล็กๆ สำหรับการพ่นไล่สำหรับชิ้นที่ติดกัน (ในรูปคือหัวไหล่) ซึ่งการพ่นไล่ในคนที่ยังไม่ชำนาญ ถ้าพ่นไล่น้ำหนักของ 2 ชิ้นไม่เท่ากัน เมื่อนำไปประกอบ สีจะต่างหัน ทำให้ดูไม่ดีขอรับ ซึ่งก็มีวิธีแก้ง่ายๆ เลย

เอา 2 ชิ้นมาประกอบเข้าด้วยกันแล้วพ่นไงครับ เท่านี้ก็จะเท่ากันแล้ว แต่บางชิ้นที่มันไม่สามารถประกบกันได้ ก็ต้องเล่นกันหน่อย ในตัวอย่าง ถ้าไม่มีชิ้นสีเทาส่วนตรงกลาง จะไม่สามารถติดทั้ง 2 ชิ้นเข้าด้วยกันได้ครับ ผมเลยเอากระดาษกาวติดทั้งคู่ด้านในก่อน(เพราะยังไงตรงนี้ก็มองไม่เห็นอยู่แล้ว)

แล้วก็เอา ยูฮูเท็ก + ไม้เสียบลูกชิ้นตินข้างในซะ เท่านี้เราก็พ่น 2 ชิ้นนี้ได้พร้อมกันแล้ว ตัดปัญหาที่จะพ่น 2 ชิ้นไม่เท่ากันไปได้เลยครับ

มาถึงของแถม (ที่บางทีผมคิดว่ามีคนรอมากกว่าของหลักซะอีกนะ ซิกๆ) MS-Girl ของน้องแคทครับ > 3 < /

ท่าโพสต์ถ้าคุ้นๆ ก็อย่าแปลกใจ เอาท่ามาจากหน้ากล่องนั่นแหละ ฮะๆ

 

ส่วนเขาไปทำที่มัดผมหางม้าซะเลย 

ปิดท้ายด้วยของแปลกที่ไม่เคยทำ บทวิจารณ์ตัวโมเดลครับ เพราะราคากล่องนี้ก็สูงทีเดียว (1/144 เล่นปาไป 4500 เยนเลยล่ะ) เลยมาวิจารณ์โมเดลให้คนที่คิดจะซื้อเป็นไกด์ด้วยในตัวครับ

ภาพประกอบการวิจารณ์ เพื่อการศึกษา (กรุณาอย่าคิดมากนะ ฮะๆ)

ในรูปกำลังพูดถึงความฟิตในตอนประกอบนะ พอทำสีเสร็จแล้ว รูต่างๆ แน่นขึ้นจมเลย กว่าจะกดประกอบเข้าด้วยกันได้ ฟิตสุดๆ เล่นเอาเจ็บนิ้วไปหมดเลยอ่ะ


- สัดส่วน 9/10

รูปทรงสวยทีเดียว แต่ทรงเป็นพระเอกไปหน่อย ถ้าทำให้ตันๆ บึกๆ กว่านี้(เหมือนในแบบดีไซน์)จะดีมาก ก้านต่อ ไบเดอร์ยาวจนทำให้ยื่นห่างจากตัวไปหน่อย แต่โดยรวมถือว่าดีที่เดียว

-การหล่อ 7/10
ชิ้นใหญ่ๆ โดยเฉพาะ ชิ้นที่กลมๆ โค้งๆ มีรอยบุ๋มอยู่เยอะ ต้องขัดกันหน่อยละนะ ส่วนการแยกชิ้น ทำได้ดีทีเดียว จุดที่ต้องบังเทปพ่นสีมีน้อยมาก การแยกสีก็ทำได้ดี 


-การขยับ 8/10
มาตรฐาน HGUC ดีอยู่แล้ว แต่จัดท่าบางท่า ด้วยน้ำหนักของไบเดอร์ ทำให้ล้มง่ายๆ เลยนะ แถมข้อต่อกับฐานที่ให้มา ก็เอาไว้ใช้กับ Action Base ขนาด 1/100 ได้เท่านั้นด้วย

-ข้อต่อ 8/10
ใช้ชุดข้อต่อยางของ MG แข็งแรงดี แต่ตรงข้อเท้าผมคิดว่าน่าจะมีปัญหาอยู่บ้าง เพราะน้ำหนักท่อนบนทีมหาศาล จัดท่าพิศดารมากๆ มันอาจจะย้วยในอนาคตได้นะ ส่วนเรื่องของไบเดอร์ ใครที่คิดว่ามันจะรับน้ำหนักไม่ไหว ข้อให้เลิกคิดได้เลย การันตีว่าชาตินี้มันจะไม่ห้อยลงมาให้อุจาดตาแน่นอน เพราะก้านต่อใช้ระบบคานงัด และ เฟือง+ตัวล็อก ถึงจะจัดท่าไม่ได้ทุกองศา แต่ความแข็งแรงรับประกันได้แน่ๆ

-ของแถม 5/10
งกโคตร ให้อาวุธมาแค่ ดาบแสง 2 อันเอง ส่วนสติ๊กเกอร์ก็ให้มาเป็นแบบธรรมดา (แถมดีคอลน้ำมาให้หน่อยก็ไม่ได้ ราคา MG แล้วนะ) สงสัยกะออกดีคอลแยกมากินตัง 2 ต่อ

- ความคุ้มค่า 8/10
ของแถมน้อยไปหน่อย แต่รูปทรงการออกแบบได้ใจ แถมกล่องสวยมาก และคิดว่าคงไม่มีกล่องหักหลังมาให้ช้ำใจเล่นแน่ๆ เพราะฉะนั้นถ้าใครชอบ MS ตัวนี้ ไม่ผิดหวังแน่ๆ ครับ

บทวิจารณ์นี้เป็นความเห็นส่วนตัวของหมึกแดงเองนะครับ

ป.ล. มีใครชอบส่วนวิจารณ์ตัวโมเดลไหมครับ? ถ้าชอบกันรบกวนช่วยเมนท์แสดงความเห็นให้หน่อยละกันครับ ถ้าชอบกันก็จะได้ทำอีกน่ะครับ ฮะัๆ

ป.ล. รูปแถมตอนบทสัมภาษณ์นั่นมีแค่นี้แหละครับ ทุกท่านก็น่าจะรู้นิ ว่าหมึกแดงวาดหื่นๆ เป็นกับเค้าที่ไหนล่ะครับ อร๊าง~
 

------------------------------------------

 

edit @ 11 Dec 2009 17:25:05 by Butter-T

[Model] ขุนพลโจรสลัด "กำเหลง"

posted on 16 Nov 2009 00:23 by butter-t  in Model

    "โจโฉมีเตียวเลี้ยว ข้ามีกำเหลง" ประโยคนี้ซุนกวนเป็นคนพูดออกมาเมื่อครั้งศึกหับป๋า
อันเป็นศึกใหญ่ระหว่างง่อและวุย

         ในยุคสามก๊กมีขุนพลที่เก่งกาจหลายรูปแบบ บางคนก็มีพื้นเพมาจากกลุ่มโจร โดยเฉพาะ
ขุนพลของฝั่งง่อที่พท.ส่วนใหญ่ติดทะเล ดังนั้นง่อก๊กจะมีขุนพลที่เคยเป็นโจรสลัดมาก่อนก็ไม่แปลก และ
ในบรรดาโจรสลัดเหล่านั้น ก็มีชายอยู่คนหนึ่งที่มีความโดดเด่นเหนือคนอื่นในยุคเดียวกัน

         กำเหลงนั้นเป็นขุนพลโจรสลัดที่สร้างชื่อเสียงได้โด่งดังที่สุดในสามก๊ก ด้วยความบ้าบิ่น
ไม่กลัวใครและยังมีความสามารถในการรบกล้าได้กล้าเสียอย่าง เหลือเชื่อ ซึ่งเป็นผู้ที่สร้างวีรกรรม
ทะลวงถึงทัพนับหมื่นและถึงตัวโจโฉด้วยทหารเพียง ร้อยคนมาแล้ว

         จนซุนกวนถึงกับออกปากยกย่องเป็นขุนพลเอกทีเดียว


  ประวัติโดยย่อ

         กำเหลง ชื่อรองซิงป้า เป็นชาวเมืองปาจวิ้น มณฑลเจียงสี พื้นเพในวัยเด็กไม่แน่ชัด
เมื่อเติบโตขึ้นมาก็ได้ฝึกฝนเพลงอาวุธจนชำนาญ โดยเฉพาะธนูที่ภายหลังคนทั่วไปยกย่องให้เขาเป็น
นักขมังธนูคนหนึ่ง

         จากประวัติวัยหนุ่มนั้นชี้ว่าเขาเป็นคนหนุ่มที่มีนิสัยบ้าระห่ำไม่กลัวตาย เขาเป็นเหมือนหัว
โจกหรือผู้นำของคนหนุ่มในวัยเดียวกัน เล่ากันว่าสมัยวัยรุ่นเขารวบรวมเด็กหนุ่มวัยเดียวกันตั้งขึ้นเป็น
กลุ่มโดย เขาเป็นหัวหน้า

         กำเหลงนั้นหาจุดเด่นให้กลุ่มของตน ด้วยการให้พวกตนแขวนกระดิ่งติดตัว ดังนั้นเมื่อ
ชาวบ้านได้ยินเสียงกระดิ่งนั่นคือสัญญาณว่ากำเหลงกำลังจะมาเป็น ที่ครั่นคร้ามและเกรงกลัวของชาว
บ้านมาก

         จะว่ากำเหลงเป็นพวกมีรสนิยมพิลึกหรือสุดโต่งของยุคนั้นก็ได้ หากเปรียบกับปัจจุบันเขา
คงเทียบได้กับนักเลงหัวไม้จำพวกฮิปปี้ กำเหลงจะให้ลูกน้องของเขาใส่เสื้อผ้าที่ทำจากผ้าไหมดังนั้น
เมื่อกลุ่มของกำ เหลงผ่านไปที่ใด ท้องถนนก็จะแลดูสว่างขึ้นเพราะเสื้อผ้าของพวกเขา

         มีเรื่องเล่าว่าหากกำเหลงเดินทางไปพักที่แห่งไหน เขาจะประดับที่พักด้วยผ้าไหมและ
เมื่อจากไปก็จะตัดทำลายผ้าไหมและทิ้งเสีย กำเหลงยังเป็นนักเลงประเภทใจป้ำและตรงๆ ถ้าชาว
บ้านหรือขุนนางคนไหนต้อนรับกำเหลงอย่างดีเขาก็จะดีด้วย แต่ถ้าผู้ใดไม่อยากต้อนรับเขาก็จะเข้าทำ
การปล้นเสีย

         กลุ่มของกำเหลงนั้นออกปล้นตามเมืองและตามเรือสินค้าเป็นจำนวนมากจนชื่อเสียงเป็น
ที่เลื่องลือไปทั่ว โดยที่ทางการไม่อาจจับตัวเขาได้จนเมื่ออายุ 20 เขาก็เริ่มคิดเลิกใช้ชีวิตเช่นนี้และ
นำลูกน้องจำนวนหนึ่งเข้าสวามิภักดิ์กับ เล่าเปียว แต่ภายหลังเขาอ่านสถานการณ์พบว่าอยู่กับเล่า
เปียวไปก็เสียเวลา เนื่องจากแม้จะอยู่กับเล่าเปียว แต่ตัวเขาก็ไม่เคยได้รับการแนะนำให้พบกับเล่า
เปียวสักครั้ง เป็นแค่นายทหารใต้สังกัดขุนนางของเล่าเปียวอีกที เมื่อเห็นว่าอยู่ไปก็ไม่ก้าวหน้า
ประกอบกับช่วงนั้นเหล่าขุนศึกทางภาคกลางและใต้เริ่มเข้าร่วมแย่งชิงดินแดน และสะสมกำลังทหาร
กันเพื่อความเป็นใหญ่ กำเหลงจึงผละจากมา ช่วงนั้นเองที่เขาเริ่มศึกษาค้นคว้าตำราและหลักการรบ
ต่อมาเขาได้ยินชื่อเสียงของซุนเซ็กที่กำลังใหญ่โตที่กังหนำ จึงคิดจะไปเข้าร่วม

         แต่ด้วยเหตุใดก็ไม่ทราบ เขาไม่อาจผ่านทางไปยังแดนกังหนำ ทำให้ตัดสินใจเข้าร่วม
กับหองจอ ซึ่งเป็นขุนศึกที่มีอิทธิพลอยู่แถบนั้น กำเหลงรับใช้หองจออยู่สามปี แต่หองจอก็ไม่ได้ปฏิบัติกับ
เขาดีนัก
         ต่อมาซุนกวนซึ่งสืบทอดอำนาจขึ้นปกครองกังหนำหรือง่อแทนพี่ชายซุนเซ็กที่ตายไปก็ ได้
นำทัพเข้าตีหองจอเพื่อแก้แค้นแทนซุนเกี๋ยน เพราะหองจอถือว่าร่วมอยู่ในกลุ่มพันธมิตรของเล่าเปียวที่
ร่วมสังหารซุน เกี๋ยนเมื่อหลายปีก่อน

         ในศึกนี้กำเหลงได้ฝากชื่อของตนเองในหน้าประวัติศาสตร์การรบของสามก๊กครั้งแรก
ด้วยการใช้ธนูสังหารเล่งโฉ แม่ทัพหนุ่มของซุนกวนได้ แต่เมื่อกำเหลงกลับเข้าค่าย หองจอก็ไม่ได้ให้
รางวัลกำเหลงแต่อย่างใด กำเหลงจึงเริ่มไม่พอใจตั้งแต่นั้น

       โชหุยที่ปรึกษาของหองจอซึ่งเห็นแววในตัวกำเหลงได้แนะนำวิธีว่ากำเหลงควรจะไป จาก
หองจอดีกว่าจะมาทิ้งอนาคตไว้ที่นี่ และด้วยความช่วยเหลือของโชหุย ทำให้กำเหลงสามารถพาคน
ของตนกว่าร้อยคนข้ามดินแดนออกไปจากเขตของหองจอได้

         กำเหลงทำตามความตั้งใจเดิมด้วยการไปที่แดนกังหนำและเข้าสวามิภักดิ์กับซุนกวน
โดยได้รับการสนับสนุนจากจิวยี่ที่เห็นความสามารถของกำเหลง

         กำเหลงแม้จะเป็นโจรเก่า แต่ความคิดอ่านก็ไม่ธรรมดา ครั้งหนึ่งซุนกวนเคยถามเรื่อง
การทหารกับกำเหลง เขาได้แนะนำแก่ซุนกวนว่า ในช่วงเวลาเช่นนี้ ราชสำนักฮั่นอ่อนแอไร้อำนาจ
แต่โจโฉกลับมีอำนาจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่นานโจโฉจะต้องชิงราชบัลลังก์ และแดนตงง้วนทั้งหมดคงไม่
พ้นมือโจโฉ ดังนั้นทางออกของฝ่ายง่อก็คือการรวบรวมดินแดนทางภาคกลางตอนล่างและทางตะวัน
ออกให้เป็นปึกแผ่น นั่นคือแดนเกงจิ๋วซึ่งขณะนั้นเป็นของเล่าเปียว

         ขณะนี้นอกจากเล่าเปียวแล้วยังมีหองจอที่มีอิทธิพลเหนือดินแดนนี้ ซึ่งหองจอนั้นเป็นศัตรูที่
เราต้องปราบปราม ดังนั้นเพื่อความเป็นปึกแผ่นของง่อ  เราต้อง ขจัดอิทธิพลกลุ่มอื่นไปให้หมด ฝ่าย
หองจอนั้นเราสามารถกลืนเอาทหารของเขามาเป็นของเราได้ เพราะตัวหองจอนั้นเป็นคนเห็นแก่ตัว
เหล่าลูกน้องพร้อมที่จะตีจาก นอกจากนี้พท.ของหองจอก็ยังเป็นหนึ่งในเส้นทางเข้าสู่ตต. เมื่อปราบ
หองจอได้เราก็จะได้ฐานกำลังในการเข้ารุกปรายเกงจิ๋วของเล่าเปียว จากนั้นก็ใช้เกงจิ๋วเป็นฐาน
ในการรุกเข้าแดนเสฉวนทางตะวันตกได้ เมื่อเป็นเช่นนั้นง่อก็จะเข้มแข็งและสามารถรับมือกับโจโฉ
ในอนาคตได้แน่

         เตียวเจียวคัดค้านความเห็นของกำเหลงเพราะเห็นว่าขณะนี้กองทัพง่อยังไม่พร้อมและ
ดินแดนทางตอ.ก็ยังไม่ราบคาบ กลัวว่าหากเคลื่อนทัพใหญ่แล้วจะเป็นอันตรายได้ แต่ซุนกวนไม่สนใจ
และทำตามความเห็นของกำเหลง ไม่นานซุนกวนก็ยกทัพปราบปรามหองจอและกลืนเอากองทัพของ
หองจอเข้ามาไว้ได้มาก มาย โดยมีกำเหลงเป็นนายทหารคนหนึ่งในการเข้ารบ
         ซุนกวนเตรียมที่จะประหารหองจอและที่ปรึกษาโชหุย แต่กำเหลงยังไม่ลืมคุณที่โชหุยเคย
ช่วยชีวิต จึงขอร้องต่อซุนกวนโดยใช้ชีวิตเป็นประกัน ซุนกวนเห็นแก่น้ำใจกำเหลงจึงยอมละเว้นชีวิต
ของโชหุย
         ยังมีเรื่องเล่าขานเกียวกับกำเหลงและเล่งทองบุตรของเล่งโฉที่กำเหลงเป็นผู้ สังหาร
นั้น อย่างที่รู้ว่ากำเหลงเป็นคนสังหารเล่งโฉ ดังนั้นเล่งทองย่อมมองว่ากำเหลงเป็นศัตรูที่ไม่อาจอยู่
ร่วมโลกได้ แต่หลังจากกำเหลงเข้ากับซุนกวนแล้ว เล่งทองจำต้องฝืนทนเก็บความแค้นนั้นไว้

         กำเหลงก็รู้ว่าเล่งทองคงไม่ยกโทษให้ ถึงกระนั้นครั้งหนึ่งที่ออกศึกเล่งทองเกือบต้อง
เสียท่าตกอยู่ในวงล้อมศัตรู กำเหลงก็ได้นำทัพฝ่าเข้าไปช่วยเขาออกมา ทำให้คนทั้งสองปรับความ
เข้าใจกันและกันได้ ซึ่งเรื่องตรงนี้บ้างก็ว่ามีแค่ในสามก๊กฉบับนิยายเท่านั้น

         ปี ค.ศ. 208 ในศึกเซ็กเพ็กอันดุเดือดนั้น กำเหลงเป็นแม่ทัพคนสำคัญที่เข้าร่วมในปฏิบัติ
การนี้ หลังจากทัพเรือของโจโฉถูกเผาจนวอดวายและตัวของโจโฉได้ถอนตัวขึ้นเหนือแล้ว จิวยี่ก็ได้
นำกองทัพเข้าตีกับโจหยินที่ป้องกันดินแดนเกงจิ๋ว โดยกำเหลงได้ร่วมเสนอแผนการในการเข้าตีแบบ
สายฟ้าแลบ ทำให้สามารถยึดเอาอิเหลงมาได้และโจหยินต้องล่าถอยไปตั้งมั่นที่กังเหลง ซึ่งภายหลัง
จากนั้นหนึ่งปี ทัพง่อก็ตีจนโจหยินต้องถอยขึ้นไปตั้งมั่นที่เมืองเซียงหยางได้สำเร็จ ทำให้แดนเกงจิ๋ว
ตอนกลางตกอยู่ภายใต้ความควบคุมของง่อเกือบทั้งหมด

         ภายหลังจากจิวยี่ตายและโลซกขึ้นมากุมอำนาจทางทหารสืบต่อ กำเหลงก็ได้ยกระดับขึ้น
มาเป็นแม่ทัพที่มีความสำคัญขึ้นอีกขั้น ผลงานของเขาในช่วงที่โลซกคุมกองทัพนั้นคือต้านยันกวนอูไม่ให้
รุกคืบข้ามน้ำ เข้ามาในเขตแดนลำกุ๋น ซุนกวนพอใจมากจึงตั้งกำเหลงขึ้นเป็นเจ้าเมืองสี่เหลียง ดูแล
หัวเมืองเกงจิ๋วตอนล่าง

         หลังจากที่โลซกตายลง ลิบองก็ได้ขึ้นมากุมอำนาจกองทัพ กำเหลงค่อนข้างจะสนิทสนม
กับลิบอง ในการรบจึงมักถูกใช้ให้ทำงานสำคัญๆ มีเกร็ดเล่าว่าคนทั้งสองเคยผิดใจกันเนื่องจากกำเห
ลงได้ไปฆ่าเด็กรับใช้ของตน คนหนึ่งเพราะเด็กรับใช้คนนั้นทำผิดต่อกำเหลง ซึ่งครั้งหนึ่งลิบองได้เคย
ขอชีวิตเด็กรับใช้คนนั้นเอาไว้ การที่กำเหลงเอาแต่อารมณ์เป็นใหญ่ทำให้ลิบองโกรธมาก แต่ลิบอง
พยายามสะกดอารมณ์ตนเองและเข้าปรับความเข้าใจกับกำเหลง ทำให้กำเหลงยอมสำนึกผิด จากนั้น
ทั้งสองก็เป็นเพื่อนสนิทกันมาก และกำเหลงก็ยอมรับนับถือในตัวลิบองอย่างสูงทั้งในฐานะสหายและผู้
บัญชาการของ ตน

         จากนั้นในช่วงปี ค.ศ.215 การศึกที่ปากแม่น้ำยี่สู ซึ่งครั้งนั้นโจโฉยกกองทัพกว่าสี่แสนคน
มาตั้งประจันเพื่อเตรียมถล่มทัพของ ซุนกวน ฝ่ายซุนกวนนั้นมีเพียงเจ็ดหมื่นคนมาตั้งค่ายรอรับศึก ศึก
ครั้งนี้เองที่สร้างชื่อของกำเหลงจนดังไปทั่ว

         เรื่องคือก่อนหน้านั้น ทางฝั่งโจโฉได้ใช้ให้เตียวเลี้ยวอยู่ป้องกันหับป๋าด้วยกำลังทหาร
เพียงแปดพัน คน และสามารถต้านยันทัพเกือบแสนของซุนกวนไว้ได้หลายสิบวันจนกระทั่งทัพใหญ่ของ
โจโฉมาถึง การศึกนี้สร้างชื่อให้เตียวเลี้ยวจนเป็นที่ครั่นคร้ามของทหารง่อมาก

         แต่ด้วยกำลังขวัญทหารที่ตกลงมานี้ กำเหลงได้ช่วยฟื้นฟูมันกลับมาอีกครั้ง นั่นคือในศึกที่ยี่
สูนี้กำเหลงได้เสนอแผนการต่อซุนกวนว่าน่าจะลองจู่โจมค่าย ของโจโฉแบบสายฟ้าแลบในยามวิกาลดู
เนื่องจากโจโฉคงจะไม่ทันได้ระวังว่าจะมีคนบ้าบิ่นนำทัพบุกโจมตีในยามวิกาล แน่ แต่ทหารที่จะไป
ครั้งนี้ต้องใช้จำนวนให้น้อยเข้าไว้ และต้องลงมืออย่างรวดเร็ว ซึ่งกำเหลงได้คัดเอาทหารเดนตาย
ร้อยนายของตนไว้เพื่อปฏิบัติการครั้งนี้

         ซุนกวนลองเสี่ยงกับแผนของกำเหลง จึงประทานสุราและอาหารชั้นดีให้กำเหลง เขา
นำของเหล่านั้นมาแจกจ่ายให้เหล่าทหารกล้าทั้งร้อยนายได้ดื่มกินในคืนนั้น อย่างเต็มที่ จากนั้นกำเห
ลงก็สร้างวีรกรรมสะเทือนแผ่นดิน ด้วยการพาทหารร้อยนายนั้นบุกเข้าค่ายของโจโฉอย่างสายฟ้าแลบ

         หน่วยกล้าตายทั้งร้อยนายของกำเหลงนั้นได้เข้าทำลายและปั่นป่วนค่ายของโจโฉจน
วุ่นวาย ตัวของกำเหลงเองก็บุกไปจนเกือบจะประชิดถึงตัวโจโฉ จากนั้นก็ถอนตัวกลับมาโดยไม่เสีย
ทหารแม้แต่คนเดียว นับว่าเป็นแม่ทัพเพียงไม่กี่คนในยุคที่ทำได้ถึงขนาดนี้

         เมื่อกำเหลงกลับเข้าค่าย ซุนกวนชมเชยผลงานครั้งนี้มาก เพราะเป็นการพลิกขวัญ
กำลังใจทหารให้กลับมาอีกครั้ง จึงได้ประทานผ้าไหมและดาบชั้นดีให้แก่กำเหลง แล้วก็พูดประโยค
คลาสสิกว่า "โจโฉมีเตียวเลี้ยว ข้ามีกำเหลง"

         จากนั้นทั้งสองทัพวุยและง่อก็ต้านยันกันอยู่อีกหลายวัน ไม่นานโจโฉก็ตัดสินใจล่าถอยทัพ
กลับเมืองหลวง ผลงานการต้านทัพวุยครั้งนี้ทำให้กำเหลงได้เลื่อนตำแหน่งเป็นเชอะชงเจียงจวิน
(นายพลประจัญบาน) สร้างชื่อติดเข้าทำเนียบขุนพลคนดังของสามก๊ก

         ศึกครั้งสุดท้ายของกำเหลงเกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ.222 ใน ศึกอิเหลงระหว่างซุนกวนและ
เล่าปี่ ซึ่งพระเจ้าเล่าปี่ยกทัพมาเพื่อล้างแค้นให้แก่กวนอูที่ถูกฝั่งง่อสังหาร ครั้งนั้นทัพหน้าของกำเหลง
ปะทะเข้ากับทัพหน้าของเล่าปี่ที่ตำบลอู่ตี๋ ในขณะที่กำเหลงกำลังได้เปรียบอยู่นั้น ทัพของสะโมโขเจ้า
เมืองลำมันซึ่งเป็นชนเผ่าทางตอนใต้ได้ยกเข้ามาช่วยฝ่ายเล่า ปี่ และได้รุมระดมยิงเกาทัณฑ์เข้าใส่
กำเหลง และถูกที่หน้าผากเข้า กำเหลงพยายามควบม้าหนีและดึงเอาลูกธนูออก แต่ก็ทำไม่ได้ ในที่
สุดก็นอนตายอยู่ที่ข้างต้นไม้

         เนื้อความตรงกำเหลงตายนั้นบันทึกไว้ต่างกัน บ้างว่ามีอีกามากินศพของกำเหลง แต่
จากบันทึกที่น่าจะใกล้เคียงกับในประวัติศาสตร์ที่สุดนั้นบอกว่าเหล่าอีกา ได้ลงมาปกป้องศพของกำเห
ลงเอาไว้

         ซุนกวนรู้ข่าวการตายของกำเหลงแล้วก็เสียใจมาก แล้วให้ทหารแต่งศพของกำเหลงที่
ตำบลอู่ตี๋ พร้อมทั้งปลูกศาลเทพารักษ์ไว้ตรงหน้าศพ

         มีเรื่องน่าสนใจที่ว่า ในบันทึกประวัติศาสตร์จีน ไม่ได้กล่าวถึงการตายของกำเหลงที่ถูก
สะโมโขยิงธนูใส่เลย จึงไม่อาจสรุปได้แน่ชัดว่าแท้จริงแล้วกำเหลงตายเช่นไร

        หลังจากกำเหลงตาย กำโฮ่วบุตรชายก็ได้รับตำแหน่งสืบต่อมา แต่ภายหลังเนื่องจากทำผิด
ต่อซุนกวนจึงถูกเนรเทศไป

         ซุนกวนนั้นกล่าวยกย่องกำเหลงไว้สูงมาก โดยบอกว่า "ฝีมือของกำเหลงนั้นเสมอด้วย
เตียวเลี้ยว ทหารเอกของโจโฉ" และที่ผู้คนจำได้ขึ้นใจคือคำกล่าวของซุนกวนที่ว่า "โจโฉมีเตียว
เลี้ยว ข้ามีกำเหลง"

Credit : http://writer.dek-d.com/sirpass/story/viewlongc.php?id=10590&chapter=39

 

---------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

 

ได้กลับมากลิ้งทำโมเดลต่อล่ะครับ หลังจากที่อู้ไปพักใหญ่ๆ เลย คราวนี้ได้มาจับขุนพลของฝ่ายง่อก๊กบ้าง โดยกำเหลงนี้มาเป็นกล่องคู่พร้อมลิบองครับ แต่ตอนนี้ทำกำเหลงมาให้ดูกันก่อนละกัน ไว้เดี๋ยวจะกลิ้งลิบองตามมาให้ได้ดูกันทีหลังครับ แฮะๆ แต่สำหรับตัวกำเหลงนี้ ผมว่าความอลังการอาจจะสู้ตัวอื่นไม่ค่อยได้นัก แต่ผมชอบแบบดีไซน์นะ อาจเป็นเพราะส่วนตีวก็ชอบ แคมเฟอร์ เป็นทุนเดิมอยู่แล้วด้วยล่ะครับ

รูปต้นแบบของกำเหลง MS-18E Kämpfer

อุปกรณ์ที่ให้มาในกล่อง มีของแปลกๆ เป็นสายไฟเส้นเล็กๆ เอาไว้ร้อยลูกกระพรวนน่ะครับ

ภาพตอนที่ยังไม่ได้ติดเกราะหลายๆ มุมครับ

หลังหัวร่างนี้ก็สวยดีนะ แต่เสียดายพอติดเกราะหมด ก็บังแทบหมดเลย ตอนอุดขุดก็ลำบากนะ พอติดเกราะแล้วมองไม่ได้เห็นอีกต่างหาก ฮะๆ

รายละเอียดส่วนท้อง มีซิกแพ็คด้วย ล่ำสุดๆ (ฮา)

 หลังจากติดเกราะทั้งหมดแล้วครับ หนักไปที่แขนซ้ายกับหัวซะเยอะเลย

อาวุธที่ให้มา มีเพียงดาบเล่มเดียวครับ เรียบง่ายไปหน่อยล่ะนะ ฮะๆ 

แขนซ้ายมีโล่ห์เป็นหัวฉลามครับ ตรงส่วนนี้เอามาประกอบกับหัวไหล่และดาบเป็นตัวฉลามฉลามจริงๆ ได้ด้วยนะ แต่เพราะหมึกแดงตัดแต่งรอยต่อไป มันเลยประกอบกันไม่ได้แล้วซะงั้น ตอนทำก็ลืมไปเลย พลาดไปแล้วเรา....

ส่วนของหัวไหล่ที่ทำการผ่าตัดไม่ให้เห็นรอยต่อชัดเจนครับ

ภาพขณะอุดขัดหัวไหล่ ตัดชิ้นตรงกลางเอามาประกบกันก่อนแล้วใช้ Epoxy อุดตรงรอยแผลครับ - 3 -

ส่วนอื่นก็อุดๆ รูให้หมดซะล่ะ

ภาพแถมๆ ตอนนั่งแปะเทปเพื่อพ่นสีทองครับ ตัวเล็กๆ แบบนี้ แปะเทปบังพ่นลำบากเหมือนกันนะ - 3 -

แต่พอผลงานออกมาไม่มีสีเลอะ ก็สุดแสนจะปลื้มใจล่ะครับ เหมือนที่มีคนเคยบอกว่า งานที่ตั้งใจทำ ย่อมให้ผลตอบแทนที่ดีล่ะนะ

มาถึงสีที่ใช้ล่ะครับ
สีน้ำเงิน ผสมจาก น้ำเงินเบอร์ 80 + น้ำเงินเบอร์ 110 + ขาว + ม่วงนิดหน่อยครับ
สีเงิน เงินเบอร์ 8
สีแดง แดงเบอร์ 108
สีทอง สีทองกระป๋อง Hato ครับ

ส่วนของการ์ตูนแถมที่มากับใบประกอบ รอบงี้ยังไม่มีนะครับ เดี๋ยวผมทำมาพร้อมลิบองเลยน่ะครับ - 3 -+

เอาล่ะมาถึงของแถม (รึว่าของหลักกันหว่า!?)
รูป MS Girl ของกำเหลงล่ะครับ มิดชืดเกราะเยอะ + โล่ห์ฉลามวาดเพิ่มขนาดแบบบิ๊กไซส์ครับ ฮะๆ


Profile : กำเหลง อีสาวชาวเลเต็มรูปแบบครับ บ้าพลัง ร่าเริง และชื่นชอบมุกตลกใต้สะดือเป็นที่สุด(!?) แต่ถึงแม้เจ้าตัวจะชอบกินอาหารทะเลเป็นที่สุด แต่ท้องไส้กลับอ่อนแอ เลยทำให้ท้องเสียอยู่บ่อยๆ ซะอย่างงั้น....